นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ประกาศว่าการตัดสินใจเพิกถอนสถานะพิเศษของแคชเมียร์ภายใต้รัฐธรรมนูญ เป็นการรื้อฟื้น "ความรุ่งเรืองในอดีต" ของแคชเมียร์

ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีปากีสถานนายอิมราน ข่าน วิจารณ์ความเคลื่อนไหวของอินเดียและเตือนว่า "โลกกำลังจับตาสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับแคชเมียร์"

ผู้นำทั้งสองชาติต่างกล่าวถึงสถานการณ์ตึงเครียดที่กำลังเกิดในแคชเมียร์ ในการสุนทรพจน์ของวันประกาศเอกราชของทั้งอินเดียและปากีสถาน ซึ่งห่างกันเพียงหนึ่งวัน

เมื่อ 15 ส.ค. นายโมดีวิจารณ์ผู้ที่ต่อต้านการเพิกถอนสถานะพิเศษของแคชเมียร์ภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 370 ว่าเป็นการ "เล่นเกมการเมือง" พร้อมระบุว่าแคชเมียร์จะมีบทบาทสำคัญในการการพัฒนาของอินเดีย

มาตรา 370 ในรัฐธรรมนูญของอินเดียมีความอ่อนไหวเพราะว่ารัฐธรรมนูญมาตรานี้รับรองสิทธิ์การปกครองตัวเองของรัฐจัมมูและแคชเมียร์ ซึ่งมีชาวมุสลิมเป็นประชากรส่วนใหญ่

นายกฯ อินเดียกล่าวว่า มาตรา 370 ในรัฐธรรมนูญที่ให้สถานะพิเศษแก่แคชเมียร์นี้ รังแต่จะส่งเสริมให้เกิดการทุจริต นอกจากนี้รัฐบาลในอดีตขาดความกล้าหาญที่จะดำเนินการ เพราะว่ากังวลกับอนาคตทางการเมืองของตัวเอง แต่สำหรับเขาแล้วอนาคตของประเทศต้องมาเป็นอันดับแรก

ด้านนายอิมราน ข่าน นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ได้ใช้เวทีวันประกาศอิสรภาพของปากีสถานเมื่อ 14 ส.ค. กล่าวเตือนอินเดียว่า "อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นระหว่างการเคอร์ฟิวปิดล้อมของอินเดีย เราจะฟ้องนานาชาติว่าอินเดียต้องเป็นผู้รับผิดชอบ"

ชาวแคชเมียร์หลายคนเชื่อว่าการตัดสินใจของโมดีในการเพิกถอนสถานะพิเศษของแคชเมียร์ เป็นไปเพื่อต้องการเปลี่ยนแปลงประชากรในแคชเมียร์ ด้วยการอนุญาตให้คนอินเดียเข้ามาตั้งรกรากในแคชเมียร์ได้

รัฐบาลอินเดียปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ และยืนยันมาโดยตลอดว่าการเพิกถอนสถานะมีขึ้นเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคง

ดินแดนแคชเมียร์ถูกปิดล้อมมาแล้วกว่าหนึ่งสัปดาห์ โดยถูกตัดขาดการสื่อสารทางมือถือ โทรศัพท์พื้นฐานภายในบ้านและสำนักงาน รวมทั้งเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มีการบังคับใช้กฎเกณฑ์ที่คล้ายกับกฎเคอร์ฟิวหลายอย่าง และมีการออกคำสั่งห้ามการชุมนุมมากกว่า 4 คนขึ้นไป

อย่างไรก็ตาม ทางการอินเดียระบุเมื่อ 14 ส.ค. ว่า ได้ผ่อนคลายกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดเหล่านี้ในเขตที่มีชาวฮินดูจัมมูอาศัยเป็นส่วนใหญ่